<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-7525277060083170953</id><updated>2011-07-08T09:07:23.486-07:00</updated><category term='บำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป'/><category term='การบำบัดน้ำเสีย'/><category term='ถังบำบัดน้ำเสีย'/><category term='ระบบบำบัดน้ำเสีย'/><title type='text'>Aqua Nishihara Corporation Limited</title><subtitle type='html'>ลักษณะธุรกิจ 
1. ให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง เดินระบบผลิตน้ำประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบผลิตน้ำหมุนเวียน ระบบกำจัดปฏิกูล, ระบบผลิตก๊าซชีวภาพแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Project)
2.ผลิตและจำหน่ายระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบผลิตน้ำประปาสำเร็จรูป ถังเก็บและสำรองน้ำทั้งระดับบ้านพักอาศัย ถึงระดับอุตสาหกรรม
3. ผลิต นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบจัดการน้ำ ระบบผลิตก๊าซชีวภาพและการประหยัดพลังงาน</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://aquawisdom.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Aqua Nishihara Corporation Limited</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05571379321759704905</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>4</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7525277060083170953.post-6507219749698648045</id><published>2010-07-20T03:13:00.000-07:00</published><updated>2010-07-28T20:39:17.459-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='บำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบำบัดน้ำเสีย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ระบบบำบัดน้ำเสีย'/><title type='text'>การดูดกากตะกอนในถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป</title><content type='html'>การดูดกากตะกอนในถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป&lt;br /&gt;ความเข้าใจในถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป&lt;br /&gt;โดยทั่วไปแล้วถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแบบถังแยกหรือแบบถังรวม จะประกอบไปด้วย ส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ&lt;br /&gt;ส่วนที่ 1 ถังเกรอะหรือส่วนเกรอะ ( SEPTIC TANK or SOLID SEPARATION TANK ) จะเป็นถังแรกหรือส่วนแรกที่จะรับน้ำเสีย ทำหน้าที่แยกของแข็งที่ปนมากับน้ำเสียออก และจะมีกระบวนการย่อยสลายของแข็งหรือสารอินทรีย์ขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง โดยเชื้อจุลินทรีย์มี่มีอยู่ภายในถังส่วนนี้ ของแข็งหรือตะกอนที่เหลือจากการย่อยสลายจะถูกเก็บกักไว้ในถัง เพื่อรอการกำจัดโดยวิธีการดูดกากตะกอนไปทิ้งต่อไป สำหรับน้ำเสียที่ผ่านการแยกของแข็งบางส่วนออกแล้ว จะไหลผ่านเข้าไปสู่ส่วนที่ 2 ต่อไป&lt;br /&gt;ส่วนที่ 2 จะแบ่งเป็น 2 ชนิด แล้วแต่การเลือกใช้ คือ&lt;br /&gt;ส่วนที่ 2.1 ถังกรองชนิดไม่เติมอากาศ (ANAEROBIC FILTER) ในถังหรือส่วนกรองชนิดไม่เติมอากาศนี้ ส่วนใหญ่จะมีตัวกลางพลาสติกสำหรับให้เชื้อจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ต้องการใช้ออกซิเจนอาศัยเกาะตัวอยู่เพื่อทำหน้าที่ย่อยสลายของแข็งหรือสารอินทรีย์ขนาดเล็กที่แขวนลอยปนอยู่ในน้ำเสียซึ่งไหลผ่านมาจากส่วนที่ 1 ถังเกรอะหรือส่วนเกรอะ ให้กลายเป็นน้ำใสที่ผ่านการบำบัดแล้วสามารถปล่อยทิ้งลงสู่ระบบระบายน้ำสาธารณะได้&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;ส่วนที่ 2.2 ถังกรองชนิดเติมอากาศ (AEROBIC FILTER) เช่นเดียวกันกับส่วนที่ 2.1 เพียงแต่ว่าในถังหรือส่วนกรองชนิดเติมอากาศนี้ จะให้เชื้อจุลินทรีย์ชนิดที่ต้องการใช้ออกซิเจนเพื่อทำหน้าที่ย่อยสลายของแข็งหรือสารอินทรีย์ขนาดเล็กที่แขวนลอยปนอยู่ในน้ำเสีย จึงต้องมีเครื่องเติมอากาศทำหน้าที่เป่าอากาศเข้าไปในถังบำบัดฯ ส่วนนี้โดยผ่านทางท่อเติมอากาศ เป็นการเพิ่มออกซิเจนในน้ำให้เพียงพอสำหรับกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์แบบใช้ออกซิเจน น้ำใสที่ผ่านการบำบัดนี้แล้วจะมีคุณภาพที่ดีกว่าน้ำใสจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์แบบไม่ใช้ออกซิเจน&lt;br /&gt;จะเห็นได้ว่าในกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ทั้ง 2 แบบนี้ไม่ก่อให้เกิดตะกอนสะสมขึ้นมากนัก จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีการดูดกากตะกอนในถังหรือส่วนกรองเลย&lt;br /&gt;ดังนั้นการดูดกากตะกอนจะทำเฉพาะในถังบำบัดส่วนที่ 1 (ถังเกรอะหรือส่วนเกรอะ) เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;การทำงานของถังเกรอะหรือส่วนเกรอะ&lt;br /&gt;เมื่อน้ำเสียไหลเข้ามาในถังส่วนนี้แล้ว ส่วนประกอบที่เป็นของแข็งจะถูกกระบวนการย่อยสลายของแข็งหรือสารอินทรีย์ขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง โดยเชื้อจุลินทรีย์มี่มีอยู่ภายในถังส่วนนี้ ของแข็งส่วนหนึ่งจะตกตะกอนลงก้นถังบำบัดฯ บางส่วนจะลอยอยู่ที่ผิวหน้าของถัง ทำให้แยกส่วนออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วย&lt;br /&gt;ส่วนผิวหน้าของถัง - ตะกอนลอย(SCUM) เป็นส่วนประกอบของ ไขมัน น้ำมันจากอาหาร สบู่ และสารประกอบที่เกิดขึ้นหลังจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ที่มีน้ำหนักเบากว่าน้ำ&lt;br /&gt;ส่วนกลางถัง - จะเป็นน้ำเสียที่มีของแข็งหรือสารอินทรีย์ขนาดเล็กแขวนลอยปนอยู่ และจะเป็นส่วนที่จะต้องไหลผ่านไปยังถังบำบัดฯ ส่วนที่ 2 ต่อไป&lt;br /&gt;ส่วนก้นถัง - ตะกอนหนัก (SLUDGE) ประกอบด้วย ตะกอนที่ได้จากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในน้ำเสีย และสารประกอบอื่นๆ ที่หนักน้ำ จึงตกลงสู่ก้นถังบำบัดฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนของการดูดกากตะกอน&lt;br /&gt;เริ่มจากการตกลงว่าจ้างรถสูบส้วมที่มีใบอนุญาตถูกต้องจากหน่วยงานปกครองท้องถิ่น ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกรถคันที่มีประสบการณ์ในการดูดกากตะกอนในถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปมาแล้ว&lt;br /&gt;เมื่อรถมาพร้อมแล้ว ต้องมีการแจ้งความต้องการและทำความเข้าใจกับพนักงานประจำรถ ว่าการดูดกากตะกอนในถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูปนั้น ไม่ใช่การดูดทั้งกากตะกอน และน้ำออกจากถังจนหมด แต่จะเป็นการดูดเฉพาะตะกอนลอยที่ส่วนผิวหน้าของถัง และตะกอนหนักที่อยู่ส่วนก้นถังเท่านั้น เมื่อดูดตะกอนทั้ง 2 ส่วนจนหมดแล้วก็ให้หยุดการดูดทันที เพราะการดูดน้ำออกจากถังทั้งหมด จะเกิดความเสี่ยงที่ถังบำบัดฯอาจจะได้รับความเสียหายจาก แรงดันดินด้านข้าง และแรงยกจากระดับน้ำใต้ดิน เนื่องจากปราศจากน้ำภายในถังที่จะสามารถป้องกันความเสียหายจากแรงดังกล่าวได้&lt;br /&gt;เมื่อเปิดฝาถังบำบัดน้ำเสียออกแล้ว ให้ตรวจสอบระดับน้ำในถังบำบัดฯ เปรียบเทียบกับ ระดับท้องท่อทางออกจากถัง ถ้าระดับน้ำในถังบำบัดฯ สูงกว่าระดับท้องท่อทางออก ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า มีการอุดตันในท่อทางออก หรือปลายท่อมีสิ่งกีดขวางอยู่ ทำให้การไหลของน้ำออกจากถังไม่สะดวก ควรตรวจสอบหาทางแก้ไข&lt;br /&gt;ก่อนทำการดูดตะกอนที่ลอยอยู่ส่วนผิวหน้าของถัง ต้องทำให้แผ่นตะกอนที่จับตัวกันอยู่นั้นแตกออกจากกันก่อน อาจโดยการฉีดน้ำใส่ หรือหาวัสดุอื่น เช่น ไม้ ตีให้แตกออกจากกัน&lt;br /&gt;สำหรับการดูดตะกอนก้นถังบำบัดฯ ต้องแหย่ปลายท่อดูดลงไปจนถึงก้นถังเพื่อให้ดูดตะกอนได้หมดและทั่งถึง&lt;br /&gt;ขณะที่ดูดตะกอนนั้นสิ่งสำคัญอีกอย่าง คือ ต้องมีการเพิ่มน้ำเข้าไปในถังบำบัดฯ ด้วย เช่น การกดชักโครกบ่อยๆ การเปิดก๊อกน้ำที่จะผ่านท่อมาลงถังบำบัดฯ ที่กำลังดูดตะกอนอยู่ รวมถึงการต่อน้ำโดยใช้สายยางจากบริเวณใกล้เคียงให้ไหลลงถังบำบัดฯ ที่เปิดฝาอยู่ ทั้งนี้เพื่อรักษาระดับน้ำภายในถังบำบัดฯ ให้อยู่ในระดับสูงที่สุด เป็นการป้งกันความเสียหายของถังบำบัดฯ&lt;br /&gt;หลังจากดูดตะกอนเสร็จแล้ว ให้เพิ่มน้ำเข้าไปในถังจนเต็ม และต้องไม่ลืมจดบันทึกรายละเอียดของการดูดกากตะกอนครั้งนี้ไว้ เช่น วันเดือนปี หมายเลขรถสูบส้วม ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อพนักงานประจำรถ เพื่อความสะดวกสำหรับการดูดกากตะกอนครั้งต่อไป โดยปกติจะต้องดูด ประมาณ 1- 2 ปีต่อครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อควรปฏิบัติในการยืดระยะห่างของการดูดกากตะกอน&lt;br /&gt;แม้ว่าการบำรุงรักษาถังบำบัดฯ ด้วยการดูดกากตะกอน จะเป็นสิ่งที่จะต้องทำเป็นประจำในทุกๆ 1-2 ปี แต่ก็มีข้อควรปฏิบัติในการยืดระยะห่างของการดูดกากตะกอนออกไปได้โดยยังคงประสิทธิภาพการบำบัดไว้ได้ เช่น&lt;br /&gt;สิ่งที่ควรทิ้งและไม่ควรทิ้งลงในโถส้วม นอกจากกระดาษชำระ(Toilet Paper) แล้ว ไม่ควรทิ้งสิ่งอื่นใดลงในโถส้วมเลย ไม่ว่าจะเป็น ผ้าอนามีย ผ้าอ้อมแบบใช้แล้วทิ้ง ก้นบุหรี่ หรือแม้กระทั่งกระดาษทิชชูสำหรับเช็ดหน้า เช็ดปาก เป็นต้น&lt;br /&gt;ไม่ทิ้งเศษอาหารลงในโถส้วม ถังบำบัดน้ำเสียไม่ได้ออกแบบมา เพื่อ่ให้กำจัดเศษอาหาร ดังนั้นควรแยกเศษอาหารทิ้งลงถังขยะก่อนทุกครั้ง&lt;br /&gt;ระวังการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อจำนวนมากเกินไปจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์ภายในถังบำบัดฯ ลดจำนวนลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียลดลงตามไปด้วย&lt;br /&gt;ลดการใช้น้ำ ปริมาณน้ำที่มากขึ้น หมายถึงการเพิ่มภาระให้กับถังบำบัดฯ ทำให้ระยะเวลาเก็บกักในถังบำบัดฯลดลง ประสิทธิภาพการบำบัด ก็ลดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปัจจัยที่มีผลต่อระยะห่างของการดูดกากตะกอน&lt;br /&gt;1. ความหนาของชั้นตะกอนลอย (SCUM) ที่ผิวหน้าของถังบำบัด&lt;br /&gt;2. ความหนาของชั้นตะกอนหนัก (SLUDGE) ที่ก้นถังบำบัด&lt;br /&gt;3. ขนาดของถังบำบัดฯ ถังที่มีขนาดเล็กก็ต้องดูดกากตะกอนบ่อยกว่าถังขนาดใหญ่&lt;br /&gt;4. ปริมาณน้ำเสีย ขึ้นอยู่กับ จำนวนผู้ใช้น้ำ และปริมาณการใช้น้ำ ถ้าปริมาณน้ำเสียมาก ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยสลายของแข็งหรือสารอินทรีย์ในน้ำเสียของเชื้อจุลินทรีย์ลดลง ตะกอนก็จะสะสมมากขึ้น&lt;br /&gt;5. ปริมาณของแข็งในน้ำเสีย เช่น เศษขยะ เศษอาหารที่ปนมาในน้ำเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องมีการดูดกากตะกอนหรือไม่ และทำไม&lt;br /&gt;จำเป็นจะต้องมีการดูดกากตะกอนในถังเกรอะเป็นประจำในทุกๆ 1-2 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสีย ในที่นี้หมายถึงการลดปริมาณของแข็งหรือสารอินทรีย์ขนาดใหญ่ ที่ตกตะกอนลงก้นถังเกรอะและลอยตัวจับกันอยู่ที่ผิวหน้าของถังเกรอะ และป้องกันไม่ให้ตะกอนเหล่านี้หลุดเข้าไปในส่วนของถังกรอง ทำให้ประสิทธิภาพการบำบัดลดลง และอาจทำให้ตัวกลางพลาสติกเกิดการอุดตันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไรจึงจะต้องดูดกากตะกอนในถังเกรอะ&lt;br /&gt;โดยปรกติแล้วจะต้องมีการดูดกากตะกอนในถังเกรอะเป็นประจำในทุกๆ 1-2 ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ดังได้กล่าวไปแล้วข้างต้น&lt;br /&gt;ขอแนะนำว่า ควรจะดูดกากตะกอนในถังเกรอะช่วงหน้าแล้ง หรือช่วงที่ฝนไม่ตก พื้นดินแห้ง ไม่อุ้มน้ำ ระดับน้ำใต้ดินจะต่ำ เพราะเมื่อมีดูดกากตะกอนในถัง ระดับน้ำในถังก็ต้องลดลง ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้ง แรงดันดินด้านข้างและแรงยก จะมีไม่มากเท่ากับในช่วงที่มีฝน ถังบำบัดฯ ก็จะไม่ได้รับความเสียหาย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7525277060083170953-6507219749698648045?l=aquawisdom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://aquawisdom.blogspot.com/feeds/6507219749698648045/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/6507219749698648045'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/6507219749698648045'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title='การดูดกากตะกอนในถังบำบัดน้ำเสียสำเร็จรูป'/><author><name>Aqua Nishihara Corporation Limited</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05571379321759704905</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7525277060083170953.post-5051862713882521855</id><published>2010-06-02T21:03:00.000-07:00</published><updated>2010-07-28T20:39:45.673-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถังบำบัดน้ำเสีย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบำบัดน้ำเสีย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ระบบบำบัดน้ำเสีย'/><title type='text'>พลังงานทดแทน</title><content type='html'>ปี 2551 ราคาน้ำมันขึ้นสูงไปอย่างไม่เคยมีมาก่อน ราคาน้ำมันเบนซิน 95 ขึ้นสูงถึง 43.35 บาทต่อลิตร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงเวลานั้น หลายท่านรู้สึกได้ว่า รถยนต์ในถนนน้อยลง ทุกภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนตื่นตระหนกและตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องของพลังงานทดแทน ปัจจุบัน (พฤศจิกายน 2551) ราคาน้ำมันลดลงมาจนรู้สึกได้ว่า รถยนต์บนถนนกลับมาติดแน่นเหมือนเดิม แต่ผู้มีสติสัมปชัญญะและปัญญาย่อมทราบว่า การละเลยความสำคัญของการพัฒนาพลังงานทดแทนเป็นความเสี่ยงต่อความเสียหายที่ใหญ่หลวงรออยู่&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พลังงานทดแทน หมายถึง พลังงานที่นำมาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถแบ่งตามแหล่งที่ได้มาเป็น 2 ประเภท คือ พลังงานทดแทนจากแหล่งที่ใช้แล้วหมดไป อาจเรียกว่า พลังงานสิ้นเปลือง ได้แก่ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์ หินน้ำมัน และทรายน้ำมัน เป็นต้น และพลังงานทดแทนอีกประเภทหนึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ ใช้แล้วสามารถหมุนเวียนมาใช้ได้อีก เรียกว่า พลังงานหมุนเวียน ได้แก่ แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน เป็นต้น กลุ่มพลังงานหมุนเวียนที่เป็นที่สนใจและได้รับกล่าวถึงให้ได้ยินอยู่เสมอ ได้แก่ พลังงานจากขยะมูลฝอย พลังงานจากก๊าซชีวภาพของน้ำเสีย พลังงานไบโอดีเซล พลังงานเอทานอล พลังงานไฟฟ้าชีวมวลและพลังงานไฮโดรเจน วันนี้ตั้งใจจะกล่าวถึงพลังงานดาวรุ่งที่ถูกสนใจมากซึ่งพอจะแบ่ง&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;ได้เป็น 3 กลุ่ม คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. กลุ่มพลังงานจากของเสีย ได้แก่พลังงานจากขยะและน้ำเสีย&lt;br /&gt;๒. กลุ่มพลังงานจากชีวมวลหรือพืชเกษตรกรรม ได้แก่ พลังงานไบโอดีเซล พลังงานเอทานอล พลังงานไฟฟ้าจากการเผาชีวมวล&lt;br /&gt;๓. กลุ่มพลังงานในฝัน คือ ไฮโดรเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๑. กลุ่มพลังงานจากของเสีย เช่นจากขยะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากน้ำเสียที่มีสารอินทรีย์สูงเช่นน้ำเสียจากฟาร์มสุกร โรงงานมัน โรงงานปาล์ม ของเสียเหล่านี้เป็นภาระแก่ผู้ประกอบการมาตลอด จนกระทั่งมีการพัฒนาให้สามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนได้ ขยะผ่านกระบวนการสามารถผลิตไฟฟ้าหรือสร้างก๊าซชีวภาพซึ่งสามารถใช้งานใกล้เคียงกับก๊าซธรรมชาติ ขยะพลาสติกอาจจะนำไปผลิตเป็นน้ำมัน สุดยอดความน่าสนใจของพลังงานกลุ่มนี้คือ การเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เปลี่ยนค่าใช้จ่ายในการกำจัด(อย่างถูกต้อง)เป็นพลังงานซึ่งลดค่าใช้จ่ายหรืออาจจะเพิ่มรายได้ ความน่ากังวลของกลุ่มพลังงานนี้อยู่ที่ทัศนคติของผู้ถือสิทธิในของเสียที่เริ่มจะมองเห็นมูลค่า เริ่มจะไม่มองของเสียเหล่านี้เป็นภาระที่จะต้องจ่ายเงินเพื่อกำจัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากแต่มองว่าเป็นเหมืองทองที่รอบุกเบิกและคอยจะโก่งค่าตัวของเสียเหล่านี้แบบเล็งผลเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถือสิทธิในขยะ ทำให้ผู้พัฒนาโครงการที่ไม่ใช่เป็นผู้ถือสิทธิในของเสียไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากต้นทุนของเทคโนโลยีค่อนข้างสูงและมีความเสี่ยงจากความแปรปรวนของของเสียสูง นับเป็นการเสียโอกาสของประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๒. กลุ่มพลังงานจากชีวมวลหรือพืชเกษตรกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้แก่ ไบโอดีเซล ผลิตจาก น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันสบู่ดำ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงาน้ำมันพืชใช้แล้ว เอทานอลผลิตจากพืชประเภทแป้ง น้ำตาล และเส้นใย เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง มันสำปะหลัง มันฝรั่ง มันเทศ อ้อย กากน้ำตาล บีตรูต ข้าวฟ่างหวาน ฟางข้าว ชานอ้อย ซังข้าวโพด รำข้าว สามารถมาทดแทนน้ำมันดีเซลและเบนซินได้ เทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลมีตั้งแต่ขนาดใหญ่ลงทุนสูงจนถึงขนาดเล็กที่ชาวบ้านพอจะผลิตใช้เองได้ แต่การผลิตเอทานอลลงทุนค่อนข้างสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาพลังงานทดแทนจากไบโอดีเซลและเอทานอลถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเบียดเบียนแหล่งอาหารของโลกและอาจจะทำให้เกิดการรุกป่าครั้งใหญ่ เพราะจะต้องมีการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานให้มากพอที่จะทำให้ราคาวัตถุดิบต่ำลง ปัญหาต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลและเอทานอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการพัฒนาไบโอดีเซลและเอทานอล การผลิตจากผลพลอยได้ของสินค้าอื่นเช่น น้ำมันพืชใช้แล้ว โมลาส (ผลพลอยได้จากโรงงานผลิตน้ำตาล) ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าทั้งในแง่ต้นทุนและผลกระทบด้านอื่นๆ แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากการเผาชีวมวล คือการนำชีวมวลที่เผาได้ เช่น เศษไม้และเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร พวกแกลบ เหง้ามัน เหง้าไม้ ตอไม้ ฟางข้าง ซึ่งอาจจะเผาเพื่อนำความร้อนไปใช้หรือเพื่อให้เกิดก๊าซเชื้อเพลิง (Gasification) แล้วนำไปผลิตไฟฟ้า ความเสี่ยงเรื่องราคาวัตถุดิบก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ จะเห็นว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้แกลบเป็นโรงแรกๆ ตั้งขึ้นในขณะที่ราคาแกลบตันละร้อยกว่าบาทจนปัจจุบันราคาเกือบพันบาท ทำให้กิจการของโรงไฟฟ้าแกลบมักจะเป็นส่วนหนึ่งของโรงสีข้าว การเลือกวัตถุดิบให้เหมาะสมกับเทคโนโลยี ตำแหน่งที่ตั้ง และการบริหารจัดการวัตถุดิบเป็นปัจจัยสำคัญของโรงไฟฟ้าชีวมวล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;๓. กลุ่มพลังงานในฝัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือ ไฮโดรเจน ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น การใช้พลังงานจาก ๒ กลุ่มแรกแม้จะเป็นพลังงานทดแทนแต่ก็ยังใช้การสันดาปเชื้อเพลิงเพื่อให้เกิดกำลัง อย่างน้อยก็เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำให้โลกร้อนขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่พลังงานไฮโดรเจนถือได้ว่าเป็นเชื้อเพลิงสะอาด ทั้งนี้แม้ว่าจะเกิดการสันดาปกับก๊าซออกซิเจน จะมีเพียงไอน้ำเป็นผลพลอยได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำก๊าซไฮโดรเจนไปผลิตกระแสไฟฟ้าโดยป้อนเข้าเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell) ซึ่งขณะนี้นักวิจัยทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างมากในการพัฒนาเซลล์เชื้อเพลิงมาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ ดังนั้นพลังงานไฮโดรเจนจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานดั้งเดิมได้ ประเทศ ไอซ์แลนด์เป็นประเทศแรกของโลกที่ออกกฎหมายบังคับว่า อีกสิบปีข้างหน้า รถยนต์ส่วนบุคคลทุกคัน จะต้องเป็นรถพลังไฮโดรเจน ในประเทศไทยมีนักประดิษฐ์ที่นำเอาไฮโดรเจนไปในรถยนต์ทั้งแบบที่ป้อนเข้าเซลเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าไปหมุนมอเตอร์เพื่อหมุนล้อ และแบบที่นำไฮโดรเจนไปสันดาปร่วมกับเชื้อเพลิงอื่นเช่น น้ำมันเบนซิน &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7525277060083170953-5051862713882521855?l=aquawisdom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://aquawisdom.blogspot.com/feeds/5051862713882521855/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/06/blog-post_7450.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/5051862713882521855'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/5051862713882521855'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/06/blog-post_7450.html' title='พลังงานทดแทน'/><author><name>Aqua Nishihara Corporation Limited</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05571379321759704905</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7525277060083170953.post-1752051435093840089</id><published>2010-06-02T20:08:00.000-07:00</published><updated>2010-07-28T20:40:18.991-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถังบำบัดน้ำเสีย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบำบัดน้ำเสีย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ระบบบำบัดน้ำเสีย'/><title type='text'>ปริมาตรบำบัดหมายถึงอะไร</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_XYx_8oPRQ3s/TAcdcRByaUI/AAAAAAAAAAU/nmx1PU5_mZg/s1600/banner-1x3m++(TEM).jpg"&gt;&lt;img alt="" border="0" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5478379843163941186" src="http://1.bp.blogspot.com/_XYx_8oPRQ3s/TAcdcRByaUI/AAAAAAAAAAU/nmx1PU5_mZg/s320/banner-1x3m++(TEM).jpg" style="cursor: hand; display: block; height: 107px; margin: 0px auto 10px; text-align: center; width: 320px;" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;1. ปริมาตรบำบัดหมายถึงอะไร&lt;br /&gt;ปริมาตรการบำบัด คือ ปริมาตรที่ถังบำบัดน้ำเสีย สามารถบรรจุน้ำเสียไว้ได้ ซึ่ง ก็คือปริมาตร ที่วัดกันที่ระดับท้องท่อน้ำออกนั่นเอง ดังนั้นเวลาจะเลือกรุ่น ก็ควรเปรียบเทียบกันที่ระดับท้องท่อเป็นสำคัญ การเปรียบกันแค่เพียงชื่อรุ่น หรือปริมาตรระดับปากถังอาจทำให้ท่านได้ถังบำบัดที่มีขนาดไม่ตรงตามที่ท่านต้องการ&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;2.เลือกซื้ออย่าดูแค่ชื่อรุ่น&lt;br /&gt;ปริมาตรการบำบัด เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกขนาดถังบำบัดโดยส่วนใหญ่ผู้ซื้อมักเข้าใจว่าตัวเลขที่ระบุในชื่อรุ่น บ่งบอกถึงปริมาตรการบำบัด ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตถังบำบัดฯส่วนใหญ่ ก็มักจะใช้หลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อรุ่นให้บ่งบอกถึงขนาดปริมาตรการบำบัด แต่ก็มีผู้ผลิตบางยี่ห้อไม่ได้ตั้งชื่อของรุ่นให้เกี่ยวข้องกับปริมาตรการบำบัดเลยซึ่งก็มีหลายๆวิธีที่ทำกัน เช่นออกผลิตภัณฑ์มาหลายขนาดแต่ละขนาดก็ตั้งชื่อรุ่นให้มีตัวเลขที่เป็นปริมาตรการบำบัด เช่น รุ่น xxx-1600 , xxx-1800 , xxx-2000 ก็มีปริมาตร 1600 , 1800, 2000 ลิตร ตามลำดับ แต่พอเป็นรุ่น xxx-1000 กลับมีปริมาตรบำบัดน้อยกว่า 1000 ลิตร ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นบางยี่ห้อโกงปริมาตรกันอย่างจะๆพ่นชื่อรุ่นให้มปริมาตรตามอำเภอใจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขนาดเลย แต่แฝงไว้ด้วยเจตนาที่จะทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่า ถังยี่ห้อของตนเองมีปริมาตรเท่ากับยี่ห้ออื่น&lt;br /&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;4. วิธีดูง่ายๆ&lt;br /&gt;วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดก็คือ การตวงน้ำดูปริมาตรกันเลย แต่ว่าคงจะเป็นเรื่องวุ่นวายน่าดู ซึ่งถ้าหากไม่สามารถทำได้ ก็อาจจะมีวิธีสังเกตุได้ง่ายๆจากโบรชัวร์ประกอบการขาย โดยทั่วไปถ้าหากว่าถังยี่ห้อนั้นตั้งชื่อรุ่นถังที่มีขนาดบำบัดจริง เล็กกว่าตัวเลขที่ระบุตามชื่อรุ่น มักจะไม่กล้าพิมพ์ระบุขนาดบำบัดลงในโบรชัวร์หรือไม่ก็หลีกเลี่ยงใช้คำว่าปริมาตรถังแทนปริมาตรบำบัด ซึ่งอาจหมายถึง ปริมาตรที่ปากถัง ไม่ใช่ปริมาตรที่ท้องท่อน้ำออก&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7525277060083170953-1752051435093840089?l=aquawisdom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='enclosure' type='' href='http://www.aqua.co.th/learning/76-2010-03-05-02-45-56/88-2010-03-06-01-32-49' length='0'/><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://aquawisdom.blogspot.com/feeds/1752051435093840089/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/06/blog-post_02.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/1752051435093840089'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/1752051435093840089'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/06/blog-post_02.html' title='ปริมาตรบำบัดหมายถึงอะไร'/><author><name>Aqua Nishihara Corporation Limited</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05571379321759704905</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_XYx_8oPRQ3s/TAcdcRByaUI/AAAAAAAAAAU/nmx1PU5_mZg/s72-c/banner-1x3m++(TEM).jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-7525277060083170953.post-5628612763680348873</id><published>2010-06-01T21:39:00.000-07:00</published><updated>2010-07-28T20:40:52.384-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ถังบำบัดน้ำเสีย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='การบำบัดน้ำเสีย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ระบบบำบัดน้ำเสีย'/><title type='text'>แนวทางการเลือกใช้ถังบำบัดน้ำเสีย</title><content type='html'>ครัวเรือนปัจจุบันนี้ผู้บริโภค มีความตระหนักในสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและมีความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ที่ใช้เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมดีมากขึ้น สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เอง ตัวอย่างเช่น เลือกซื้อถังบำบัดน้ำเสียสำหรับครัวเรือนได้เอง จากร้านค้า วัสดุก่อสร้างต่างๆ ซึ่งมีให้เลือก หลายรุ่น หลายวัสดุ หลายยี่ห้อ แต่จะมีวิธีการเลือกใช้อย่างไร ให้เหมาะสมกับน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากบ้านเรือนของตนเอง จึงอยากมีข้อแนะนำและหลักการง่ายๆ ในการเลือกใช้ถังบำบัดน้ำเสียมาฝากดังนี้&lt;br /&gt;หลักการบำบัดน้ำเสียของถังบำบัดน้ำเสียในครัวเรือน คือใช้แบบถังเกรอะและกรองไร้อากาศ โดยถังเกรอะจะทำหน้าที่แยกกากและย่อยกากให้เหลือความสกปรกลดลง &lt;span class="fullpost"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนน้ำใสจะไหลเข้าส่ส่วนกรองไร้อากาศ ภายในส่วนกรองไร้อากาศจะมีตัวกลางพลาสติก ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้จุลินทรีย์ที่เป็นตัวย่อยความสกปรกในน้ำยึดเกาะอย่ที่ผิวเพื่อคอยย่อยสารสกปรกในน้ำเสียโดยไม่ต้องมีการเติมอากาศแต่อย่างใด ยิ่งมีจำนวนจุลินทรีย์มาก และมีเวลาให้จุลินทรีย์ได้ย่อยน้ำเสีย(มีเวลาให้กินสิ่งสกปรก)อย่เป็นเวลานาน ก็จะทำให้ย่อยสิ่งสกปรกในน้ำได้มาก น้ำทิ้งที่ออกจากถังก็จะสกปรกน้อยลง ซึ่งความสกปรกของน้ำเสีย(ในรูปBOD) จากทุกกิจกรรมที่เราทำอย่ เช่น น้ำอาบ น้ำห้องน้ำ น้ำซักล้าง รวมกัน เฉลี่ยๆแล้วอย่ประมาณ 250 มก./ลิตร&lt;br /&gt;เวลาที่เหมาะสมในการให้จุลินทรีย์ได้ย่อยน้ำเสียคือเวลาที่น้ำเสียถูกขังไว้ในถังก่อนที่จะไหลออกไปจากถัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span class="fullpost"&gt;&lt;a name='more'&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;-ในส่วนถังเกรอะ ถ้าให้เกิดการย่อยได้จริง ก็ไม่ควรน้อยกว่า 1 วัน ซึ่งจะย่อยได้ประมาณ 30-40%ของความสกปรกที่เข้ามา&lt;br /&gt;-ในส่วนกรองไร้อากาศ เพื่อให้จุลินทรีย์บนผิวตัวกลางมีเวลาย่อยน้ำเสีย ก็ไม่ควรน้อยกว่า 0.5 วัน ซึ่งก็จะย่อยความสกปรกให้ลดลงไปได้อีกประมาณ 50-60%&lt;br /&gt;ความสามารถในการย่อยความสกปรกในน้ำที่บอกไปนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นน้ำเสียทุกประเภทนะ เพราะถ้าน้ำเสียมีไขมันสูงๆ ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการย่อยก็ต้องมากกว่านี้ เพราะไขมันในน้ำเสียย่อยยากมาก และมีค่าความสกปรกสูงมาก สูงกว่าน้ำเสียจากห้องน้ำ-ห้องส้วม ซึ่งมีค่าความสกปรกในรูป (BOD) แค่ 250 มก./ลิตร ส่วนไขมัน ค่าBOD จะอย่ประมาณ 1000 มก/ลิตร ขึ้นไป (ทั้งสกปรกเยอะและทั้งย่อยยากเลยหล่ะไขมันเนี่ย)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับการคิดปริมาณน้ำเสีย ว่าจะคิดอย่างไรถึงจะเหมาะสม หลักการทั่วไปที่ใช้กันก็คือ ในทุกกิจกรรมที่มีการใช้น้ำ จะเกิดเป็นน้ำเสียประมาณ 80% (ยกเว้น น้ำที่นำไปรดน้ำต้นไม้นะ ไม่ต้องนำมาคิด)&lt;br /&gt;ตัวอย่างเช่น&lt;br /&gt;ถ้าที่บ้านเรามีกันอยู่ 5 คน อัตราน้ำใช้ เฉลี่ยต่อคน คือ 250 ลิตร/คน/วัน และจะกลายมาเป็นน้ำเสียประมาณ 80 % ของปริมาณน้ำใช้ ก็คือจะเป็นน้ำเสียประมาณ 200 ลิตร/คน/วัน ดังนั้น น้ำเสียที่เกิดขึ้น = 200 ลิตร/คน/วัน x 5 คน = 1000 ลิตร / วัน&lt;br /&gt;การเลือกใช้ถังบำบัด ชนิดเกรอะ-กรองไร้อากาศ ที่เหมาะสมคือ&lt;br /&gt;1. เช็ค ปริมาตรบำบัด ส่วนเกรอะ ควรมีปริมาตรในส่วนนี้ ไม่น้อยกว่า 1000 ลิตร2. เช็คปริมาตรบำบัด ส่วนกรองไร้อากาศ ควรมีปริมาตรในส่วนนี้ ไม่น้อยกว่า 500 ลิตร 3. เช็คปริมาตร ตัวกลางพลาสติกในถัง ควรมีปริมาตรตัวกลาง ไม่น้อยกว่า 200 ลิตร 4. เช็คพื้นที่ผิว ของตัวกลางพลาสติก ควรมีพื้นที่ผิวของตัวกลางไม่น้อยกว่า 110 ตารางเมตร/ ลูกบาศก์เมตร&lt;br /&gt;หลักๆคือ เช็ค ที่ข้อ 1 และ 2 ก่อนก็ได้ คือ ปริมาตรบำบัด รวมของถัง ไม่ควรน้อยกว่า 1500 ลิตร แต่ถ้าปริมาตรบำบัดมากกว่านี้ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะยิ่งมีปริมาตรมาก ก็ยิ่งทำให้น้ำเสียมีเวลาอยู่ในถังบำบัดนานขึ้น มีเวลาให้จุลินทรีย์ในถังย่อยสิ่งสกปรกได้นานขึ้น น้ำทิ้งก็จะยิ่งสะอาดมากขึ้น&lt;br /&gt;สำหรับปริมาตรของตัวกลางพลาสติก และพื้นที่ผิวของตัวกลาง นั้นก็มีผลต่อประสิทธิภาพในการบำบัดด้วยเช่นกันเพราะ หน้าที่ของตัวกลางก็คือ เป็นที่ให้จุลินทรีย์ในถังที่ทำหน้าที่ย่อยสิ่งสกปรกในน้ำ ได้มีที่ยึดเกาะ ยิ่งมีที่ยึดเกาะมากๆ ก็มีจุลินทรีย์มาก ความสกปรกในน้ำเสียก็ถูกย่อยได้มาก น้ำก็จะเหลือความสกปรกน้อยลง&lt;br /&gt;ข้อดี ของการเลือกใช้ถังแบบเกรอะกรองไร้อากาศแบบนี้ ก็คือดูแลง่าย แค่สูบกากบ้างประมาณ 2ปี/ครั้ง และประหยัดไฟ เพราะไม่ต้องใช้เครื่องเติมอากาศ&lt;br /&gt;ข้อเสีย ก็มีบ้าง เพราะระบบนี้จะเกิดก๊าซ ที่มีกลิ่นเหม็นที่เราเรียกว่าก๊าซไข่เน่า เหมือนที่เราได้กลิ่นจากน้ำในบ่อพักนั่นล่ะ และการใช้งานช่วงแรกอาจจะได้กลิ่นจากการย่อยกากไม่ทันเพราะจุลินทรีย์ในถังยังมีน้อยอย่ แต่ถ้าใช้ไปประมาณ 6 เดือนกลิ่นก็จะดีขึ้น (ไม่ร้ว่าเพราะชินไปเอง หรือทำใจได้แล้วหรือเปล่า) แต่ถ้าทนไม่ได้การไปหาซื้อจุลินทรีย์ช่วยย่อยกากมาใช้ช่วยบ้างก็ไม่เสียหายนะคะ ราคาก็ไม่สูงนักพอหาซื้อได้สบายๆ เอาไว้หากมีโอกาส จะแนะนำเรื่องเชื้อจุลินทรีย์ให้ค่ะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/7525277060083170953-5628612763680348873?l=aquawisdom.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://aquawisdom.blogspot.com/feeds/5628612763680348873/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/06/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/5628612763680348873'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/7525277060083170953/posts/default/5628612763680348873'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://aquawisdom.blogspot.com/2010/06/blog-post.html' title='แนวทางการเลือกใช้ถังบำบัดน้ำเสีย'/><author><name>Aqua Nishihara Corporation Limited</name><uri>http://www.blogger.com/profile/05571379321759704905</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
